12/05/2006
ในการไปเที่ยวทะเลด้วยกันครั้งนี้ มีเพื่อนหลายคนสงสัย และไม่เข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่ บทสนทนาในคืนนั้นจึงกลายพันธุ์เป็นการสัมภาษณ์ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทางเราเห็นว่าเนื้อหาส่วนใหญ่สามารถจัดเป็นการตอบคำถามระดับ FAQ เกี่ยวกับ dualGeek ได้เลย จึงขอสรุปใจความบางส่วนมาให้อ่านกันตรงนี้
Q : สองคนนี้มารู้จักกันได้ยังไง
dG : เรื่องมันเริ่มจากตอนที่เราทั้งคู่ยังอยู่ที่ต่างประเทศ วีร์อยู่ที่อังกฤษ เดฟที่ญี่ปุ่น โดยเราสองคนรู้จักกันทางอินเตอร์เน็ต วีร์ค่อนข้างเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วในเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับแม็คฯ เนื่องจากใช้แม็คฯ มานาน และชอบตอบคำถามคลายความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องแม็คฯ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ส่วนเดฟจะเริ่มเข้ามาในเว็บบอร์ดช่วงปลายๆ ปี 2003 เพราะว่าเพิ่งจะเปลี่ยนมาใช้ แต่ว่าเนื่องจากมีแบ๊คกราวน์จากสายวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และมีนิสัยชอบแชร์ความรู้เป็นทุนเดิม (เหมือนกัน) ทำให้เริ่มคุ้นชื่อกันบนเว็บบอร์ด จากนั้นก็เริ่มคุยกันนอกเว็บบอร์ด ผ่าน iChat บ้าง MSN บ้าง แล้วแต่สะดวก โดยตอนนั้นเรียนต่างประเทศกันทั้งคู่ พอเริ่มคุยกันไปมา เริ่มสนิท ก็เริ่มแตกประเด็นไปคุยเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับแม็คฯ บ้าง จนรู้สึกว่าแนวความคิดหลายๆ อย่างที่เข้ากันได้ คุยกันสนุกดี เลยคิดว่ายังไงๆ ก็ต้องเจอกันตัวเป็นๆ ให้ได้ (ส่วนจะฆ่ากันให้ตายหรือเปล่านี่อีกเรื่อง)
Q : รู้จักกันแบบนี้ แล้วไว้ใจกันได้ยังไง
dG : แน่นอนว่า เรามักจะได้ยินข่าวหรือว่าการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการรู้จักคนจากอินเตอร์เน็ตในเชิงลบอยู่เสมอ แต่ว่าเราไม่อยากจะให้มองว่า การที่เราจะรู้จักใครซักคนผ่านสังคมออนไลน์ มันจะต้องเป็นในเชิงนั้นเสมอไป สังคมออนไลน์ก็เหมือนกับสังคมที่เราเห็นและอยู่กันในโลกแห่งความจริงนี่แหละ คือมีทั้งคนจริงใจ คนใส่หน้ากาก คนสร้างภาพ คนหวังตักตวงผลประโยชน์ ฯลฯ เพียงแต่ข่าวที่ออกมาในสื่อ มักจะเอาเรื่องร้ายๆ มาทำให้เด่น เป็นเรื่องใหญ่ ตามประสาสื่อบางประเทศ
จริงๆ แล้ว สังคมออนไลน์ เป็นประตูที่ดีที่ทำให้เรารู้จักคนกว้างขึ้น และมักจะเป็นคนที่มีความสนใจบางอย่างร่วมกัน (เช่น เข้าเว็บบอร์ดเดียวกัน วิจารณ์เรื่องเดียวกัน เป็นต้น) และมักจะเป็นคนที่เราไม่ค่อยมีโอกาสเจอในโลกความเป็นจริงเท่าไหร่
อย่างที่บอกไปในคำตอบของคำถามแรก เมื่อเริ่มรู้จักกันและคุยกันซักพักแล้ว เราสองคนก็เริ่มคุยกันเรื่องอื่นๆ บ้าง บางทีมีปัญหาโน่นนี่ (รวมถึงปัญหาหัวใจ) ก็ปรับทุกข์ เล่าให้กันฟังบ้าง หรือว่าบางทีก็วิจารณ์เรื่องโน้นเรื่องนี้ สังคมการเมือง ฯลฯ ไปเรื่อยเปื่อย ก็ทำให้รู้จักกันได้ดีมากขึ้นพอสมควร
มันไม่ใช่น้อยๆ เลยนะครับ ไม่ว่าจะนับตามเวลาที่เราเริ่มคุยกัน หรือว่านับตามปริมาณ "content" ที่เราเคยคุยกันก็ตาม .. ทุกวันนี้เราก็ยังคงทำตามนั้น "content per minute" จะมาก่อนเสมอเมื่อเราคุยกัน ;-)
ปล. ก็ต้องยอมรับ ว่าเราก็เคยมองคนผิดมาบ้าง คนที่รู้จักจากสังคมออนไลน์ แม้ว่าจะคุยกันระยะหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะเชื่อใจได้ หรือว่าจริงใจนะครับ
Q : คิดยังไงถึงทำ podcast แล้วทำแล้วได้ประโยชน์อะไร
dG : แรกเริ่มเลย เราสองคนชอบนั่งคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับแอปเปิ้ลและแม็คฯ เมื่อมีข่าวอะไรออกใหม่ๆ ก็จะรีบโทรหากัน หรือว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนก็จะ voice chat กันน้ำไหลไฟดับ บางทีก็คุยกันถึงเรื่องเก่าๆ เรื่องปรัชญาและการออกแบบ หรือว่า business decision ของแอปเปิ้ลเป็นประจำอยู่แล้ว และเวลาคุยกันทีไร ก็เอาข้อมูลมานั่งยำกันอย่างละเอียดที่สุดทุกที แล้วเราก็พบว่า มุมมองของเราสองคนมักจะเป็นอะไรที่อีกคนไม่ได้คิด หรือว่าคิดไม่ถึงเสมอๆ และเมื่อเอามารวมกันแล้วก็ได้เห็นอะไรกว้างขึ้น คิดอะไรได้มากขึ้น ทำให้เราสนุกที่จะคุยกัน
ทีนี้อยู่มาวันหนึ่ง เราก็นัดเจอกัน ทานข้าวกันตามปกติ และแน่นอน อดไม่ได้หรอกที่จะคุยกันเรื่องแม็คฯ (ตอนนั้นเป็นช่วงที่ Intel-transition กำลังจะเริ่ม) ก็มีน้องคนนึงที่นั่งกันข้าวอยู่ด้วยกันปรารภขึ้นมาว่า "พวกพี่สองคนนี่ น่าจะทำ podcast นะ คนอื่นจะได้ฟังด้วย สนุกดี ได้อะไรเยอะด้วย"
เราก็เลยมานั่งคิด เปลี่ยนเรื่องที่คุยกันไปเลย ว่า "เออ เราน่าจะลองทำ podcast นะ" เพราะว่าโดยนิสัยของเราทั้งคู่แล้ว ชอบแบ่งปันข้อมูลอยู่แล้ว (ไม่งั้นคงจะไม่ตอบในเว็บบอร์ดบ่อยจนรู้จักกันได้หรอก)
จากนั้นก็ do or do not, there is no try (แต่ว่าเสียเวลาเรื่องคิด "ชื่อ" นานพอควร)
และมันก็เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่เห็น และเราสองคนสนุกมาก (มันส์มากกกกกกก) ตอนที่นั่งอัดแต่ละ clip ;-)
Q : คิดว่าทำไมคนถึงฟัง dualGeek?
dG : ในยุคที่ทุกคนมีเครื่องมือและโอกาสในการผลิตสื่อจนผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายเช่นในปัจจุบันนี้ เราเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ content ซึ่งจะเป็นตัวแปรหลักในการพิจารณาเลือกรับสื่อ เพราะผู้บริโภคย่อมเลือกรับ content ที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองเป็นอันดับแรก ความต้องการนั้นอาจจะเป็นเนื่้อหาที่ตรงกับความสนใจ รูปแบบการนำเสนอที่ถูกรสนิยม เป็นต้น
เราเชื่อว่าเรามีจุดแข็งมากพอสำหรับเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (ในที่นี้คือกลุ่มคนที่ใช้แม็คฯ ในระดับกลางถึงระดับเชี่ยวชาญ และกลุ่มคนที่ passionate กับความเป็นแอปเปิ้ล) เพราะเราไม่ได้ทำหน้าที่แค่การรวบรวมแล้วรายงานข่าวที่หยิบมาจากแหล่งข่าวต่างๆ มาเล่าซ้ำ ไม่ได้เน้นหนักไปทางการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเล่าเหตุการณ์ใหม่ๆ สิ่งสำคัญที่สุดของ dualGeek podcast คือ perspective ของทั้งสองคน ที่มีนิสัยชอบวิเคราะห์ในมุมมองที่แตกต่างกันอยู่แล้ว บางทีเห็นคล้อยตามกัน บางทีก็เห็นไม่เหมือนกัน หลายครั้งมองจากคนละมุมแต่ได้ข้อสรุปเดียวกัน คนที่ฟังเราก็ถือว่าได้รับข่าวสารที่ย่อยมาแล้วหนึ่งครั้งจากสองคน สองความคิด (dual core?) แล้วเมื่อเราเอามาคุยกันสดๆ ก็ทำให้เกิดความคิดที่ต่อยอดไปได้อีก หรือสามารถแตกประเด็นไปเรื่องอื่นๆ ได้อีกมากมาย ผู้ฟังก็เอาไปคิดต่อได้อีกขั้นหนึ่ง หรือจะเก็บเอาไว้ย่อยซ้ำ ฟังซ้ำเมื่อสะดวกก็ยังได้ (การเสพย์ข่าวสารแบบเคี้ยวเอื้อง?)
และถ้าเราดูจากประวัติศาสตร์ของวงการคอมพิวเตอร์ โดยอิงจากสถานะของแอปเปิ้ลในท้องตลาดแล้ว เราเชื่อว่า "ถ้าจับตลาดเฉพาะกลุ่มได้เหนี่ยวแน่นจริงๆ แล้วจะอยู่ได้นาน" แต่ตรงนี้เราไม่อยากจะใช้คำว่า "ตลาด" เพราะเราไม่ได้ทำการค้า และก็ไม่ได้แข่งกับใคร ถ้าจะเลิกก็คงเลิกเพราะเราเบื่อหน้ากันเอง หรือเลิกรักแม็คฯ เลิกสนใจแอปเปิ้ล ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก
Q : แล้วเรื่องต้นทุน/กำไรล่ะ คิดยังไง
dG : ก็ต้องนิยามกันก่อน ว่าอะไรคือ ต้นทุน และจากตรงนั้น เราจะคิดว่าอะไรคือกำไร
เนื่องจากเราสองคน มี "ต้นทุน" อยู่แล้ว คือ ชอบคุยกันเรื่องแม็ค และชอบแบ่งปันข้อมูล นั่นคือ ทำไม่ทำ เราก็คุยกันอยู่แล้ว เรื่องที่คุยกันเอง ส่วนมากเวลามีคนถาม (ทั้งเวลาเจอกันหรือว่าเว็บบอร์ด) ก็ตอบก็เล่าให้ฟังอยู่แล้ว (แต่ว่าบางทีไม่มีเวลาก็ไม่ตอบ หรือตอบสั้นๆ เหมือนกัน) เนื้อหาต่างๆ รูปต่างๆ ที่อยู่บน website เราก็สนุกที่จะเขียน สนุกที่จะถ่ายอยู่แล้ว เลยไม่ได้คิดอะไรมาก
นั่นทำให้ ทุกอย่างที่เราได้ ทั้งการได้แบ่งปันข้อมูลในวงกว้างมากขึ้น มีการจัดเก็บที่ดีขึ้น และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้น ใครฟังเมื่อไหร่ก็ได้ เสียเวลาและพลังงานในการสร้าง content นี้น้อยลง (เมื่อเทียบกับสื่อแบบอื่นๆ) ถือเป็น "กำไร" ทั้งหมด แล้วมันก็ยังมีอีกอย่างที่สำคััญมาก และเราไม่อยากจะตีค่าของมันโดยใช้คำว่า "กำไร" ซึ่งก็คือ "ผลตอบแทนทางใจ" ที่เราได้มาจากตรงนี้ด้วย
Q : จะทำเป็นเชิงพานิชย์หรือเปล่า
dG : ไม่. ฟูลสต๊อป.
นี่เป็นสิ่งที่เราคุยกันตั้งแต่ต้นแล้ว อันที่จริง ถ้าเราจะทำก็ทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว ในขณะนี้ก็สามารถทำได้ แต่ว่าเราไม่มีความคิดจะทำเลย เราอยากจะให้ dualGeek เป็นแบบนี้ต่อไป ซึ่งเหตุผลก็คงจะชัดเจนอยู่แล้ว จากที่มาที่ไปและคำตอบของคำถามก่อนๆ
Repeat after us: NO. Period.